I-Changed

  • นโยบาย

    ยินดีคืนเงิน

  • ส่งฟรี

    เมื่อซื้อสินค้าครบ 3,000 บาท

  • นโยบาย

    รับประกันสินค้า

My Cart
My Cart ( Items)
฿0.00

You have no items in your shopping cart.

ออกกำลังกายลดความอ้วน เวลาไหนลดน้ำหนักได้ดีที่สุด

สาวๆ ที่ต้องการลดความอ้วน หรือกระชับสัดส่วน การออกกำลังกายที่ถูกต้อง และการควบคุมอาหาร คือทางออกที่ดีและปลอดภัยที่สุด แต่หลายๆ คนก็ยังไม่ทราบว่า เราควรจะออกกำลังกายตอนไหนดี ออกกำลังกายตอนที่เราว่าง ตอนเย็นหลังเลิกงาน ก่อนอาบน้ำ หรือว่าก่อนนอนตอนกลางคืนดี สิ่งหนึ่งที่คุณสาวๆ หลายคนต้องเจอก็คือ มักจะตั้งเป้าไว้ว่าจะออกกำลังตอนนั้นตอนนี้ แล้วก็ไม่ได้ออกซักที วันนี้เราจะมาแนะนำทางออกให้ค่ะ

การออกกำลังกายที่ได้ผลดีสำหรับการลดน้ำหนักและกระชับสัดส่วนคือ หลังคุณตื่นนอนตอนเช้าค่ะ!!! เพราะอะไรมาดูกัน

1. การออกกำลังกายตอนเช้าจะทำให้ระบบเผาผลาญของเราทำงานได้ดีกว่า

เมื่อเราตื่นนอนตอนเช้า ระบบการเผาผลาญของเรายังทำงานได้ช้า เนื่องจากว่าเมื่อเรานอนหลับ ระบบการเผาผลาญจะทำงานช้าลงมากๆ และมันไม่ได้เริ่มต้นทำงานทันทีที่เราตื่น แต่ต้องหลังจากนี้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วทำไมเราไม่กดปุ่มให้ระบบเผาผลาญเริ่มทำงานตั้งแต่เช้าเลยละ คุณสามารถกระตุ้นให้ระบบการเผาผลาญทำงานหลังจากที่ตื่นได้ด้วยการออกกำลัง กายตอนเช้าประมาณ 10 นาที เน้นการเกร็งของกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายมีการใช้พลังงาน มีการเกร็งค้างกล้ามเนื้อ ร่างกายจะกระตุ้นการเผาผลาญให้เริ่มทำงานทันที คุณจะรู้สึกได้ว่า ร่างกายคุณเริ่มอุ่นๆ ขึ้น นั้นก็คือสัญญาณว่าระบบการเผาผลาญของคุณเริ่มทำงานมากขึ้นแล้วค่ะ

2. การออกกำลังกายในตอนเช้าหลังตื่นนอน เป็นการเอาชนะข้ออ้างเรื่องเวลา

เมื่อคุณออกกำลังกายในตอนเช้าแล้ว ในระหว่างวันจนถึงเย็น คุณอาจจะต้องทำงานยุ่งจนลืมว่าคุณอยากออกกำลังกาย เมื่อเลิกงานตอนเย็น ก็อาจจะต้องเดินทางไปกับเพื่อนๆ หรือเจ้านายอีก ดังนั้นโอกาสที่คุณจะหวังว่าเย็นนี้จะว่างแล้วไปออกกำลังกายแน่ๆ เป็นไปได้ยากมากค่ะ นอกจากว่าคุณจะว่างจริงๆ

3. การออกกำลังกายในตอนเช้าจะทำให้ระบบเผาผลาญทั้งวันดีขึ้น

ระบบเผาผลาญของร่างกายก็คล้ายๆ กับเตาไฟที่เผาไหม้ค่ะ มันต้องมีการอุ่นเครื่องก่อน การที่เราออกกำลังกายตั้งแต่เช้า เราก็เหมือนกดปุ่มให้ร่างกายเริ่มเผาผลาญตั้งแต่เช้า หากคุณลองออกกำลังกายตอนเช้าหลังตื่นนอนติดต่อกันสักระยะ ประมาณ 5-7 วันติดต่อกัน คุณจะสังเกตเห็นว่า หลังจากออกกำลังกายตอนเช้าแล้ว คุณจะสดชื่น และไม่ง่วงนอน เหมือนแต่ก่อน และตลอดวัน คุณจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นมากกว่าง่วงนอน (ยกเว้นว่าคุณนอนไม่พอนะค่ะ) และอารมณ์ต่างๆ ก็จะดีขึ้นด้วย

4. การออกกำลังกายในตอนเช้าทำให้คุณไปทำงานทัน!

เพราะว่าคุณควรจะต้องตื่นก่อนปกติประมาณ 10 นาทีเพื่อมาออกกำลังกายในตอนเช้า ดังนั้นคุณจึงตื่นเช้าไปโดยอัตโนมัติ เมื่อออกกำลังกายเสร็จ คุณจะสดชื่น คงจะนอนต่อไม่ไหวอีก (ยกเว้นว่าจะขี้เกียจ) ทำให้คุณมีเวลาทำภาระกิจในตอนเช้า และเดินทางไปทำงานได้ในตอนเช้า

5. การออกกำลังกายในตอนเช้าช่วยลดความเครียดตลอดวันได้

เวลาที่เราออกกำลังกาย ต่อมพิทูอิทารีจะหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้คุณรู้สึกดี ยิ่งเรามีสารเอนดอร์ฟินมากในกระแสเลือด เราจะรู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น และหากคุณรู้สึกดีตั้งแต่เช้า ตลอดทั้งวันนั้นโอกาสที่คุณจะสะสมความเครียดก็จะน้อยลงไปมาก คุณจะควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น

6. การออกกำลังกายในตอนเช้าทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่า

มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา เมืองบลูมิงตัน ระบุว่า หากเราออกกำลังกายตอนเช้า จะช่วยทำให้ความดันโลหิตลดลง เพราะความดันหัวใจขณะบีบตัว จะปรับลง 8 จุดใน 11 ชั่วโมง หลังจากออกกำลังกายในตอนเช้า และความดันหัวใจขณะคลายตัวจะลดลง 6 จุด นาน 4 ชั่วโมงหลังจากออกกำลังกายตอนเช้า ในขณะที่ถ้าไปออกกำลังกายตอนเย็นจะไม่ได้ผลลัพท์ดังกล่าวเลย นอกจากนั้นยังมีผลการวิจัยจากวิทยาลัยการแพทย์กีฬาแห่งชาติ (American College of Sports Medicine) ในอินเดียนาโพลิส ยืนยันว่า การที่เราออกกำลังกายตอนเช้า จะเป็นการกระตุ้นให้ต่อมต่างๆ ที่สร้างฮอร์โมนในร่างกายทำงานสูงที่สุด ระดับเทสโทสเทอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อก็จะสูงสุดใน ตอนเช้าเช่นกัน ดังนั้นคุณจึงเห็นผลลัพท์ได้เร็วกว่า

5 วิธีป้องกันผิวคล้ำเมื่อเที่ยวทะเล

ใกล้จะถึงหน้าร้อนกันแล้ว เมื่อนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับหน้าร้อนคงจะหนีไม่พ้น ทะเล เกาะ แน่นอน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วส่องกระจก หลายๆ คนต้องอุทานออกมาว่า “ทำไมดำอย่างนี้” “ดำไปทั้งตัวเลย” “ผิวเสียหมดเลย” คงเป็นฝันร้ายของใครหลายคนหลังจากได้มีความสุขหลังจากเที่ยวทะเลแล้ว วันนี้เราขอแนะนำ 5 วิธีป้องกันผิวคล้ำเมื่อไปเที่ยวทะเล จะได้ไม่เจอกับฝันร้ายเมื่อมาส่องกระจกที่บ้าน

 

1.อาวุธประจำตัว ครีมกันแดด
ต้องขอบอกก่อนเลยว่าครีมกันแดดไม่ได้ช่วยทำให้ขาวขึ้น แต่ทำให้ผิวของเราสู้กับแดดได้นานขึ้น SPF เป็นตัวบอกว่าเราสามารถยืนกลางแดดได้นานเท่าไร ยิ่ง SPF สูงก็ยิ่งสู้แดดได้นานขึ้นมากเท่านั้น วิธีการใช้ครีมกันได้ที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดคือ ทาครีมกันแดดล่วงหน้า 30 นาทีก่อนเผชิญแสงแดด และทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง และทุกครั้งหลังว่ายน้ำควรจะทาครีมกันแดดซ้ำอย่างน้อยอีก 1 ครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันผิวอีกชั้นหนึ่ง ที่สำคัญที่สุด ต้องมีคำว่า Water Proof (ที่จะกันแดดได้นาน 80 นาที) และ Water Resistant (จะกันแดดได้นาน 40 นาที) ทุกครั้ง

2.ลักษณะเสื้อผ้า ที่หลายๆคนไม่รู้
จากการศึกษาวิจัยพบว่า ชนิดและคุณสมบัติของเสื้อผ้า สามารถบอกประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดได้ โดยผ้าที่ถักทอเนื้อแน่น อาทิ ผ้าใยสังเคราะห์ ผ้าขนสัตว์ จะป้องกันแสงแดดได้มากกว่า ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน นอกจากนี้ผ้าสีเข้ม จะป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน ส่วนการ สวมหมวก ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันแสงแดด โดยเราควรเลือกหมวกปีกกว้าง ซึ่งจะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าหมวกปีกแคบ และควรเลือกหมวกสีเข้มและเนื้อผ้าหนา จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดี

3.เลือกเวลาดี ป้องกันไปกว่าครึ่ง
เมื่อไปถึงทะเล ได้เห็นคลื่นน้ำที่กำลังม้วนเข้าฝั่ง เสียงคลื่นน้ำที่ม้วนเข้ามาดังสนั่นไปทั้งชายหาด ลมพัดสัมผัสผิวตลอดเวลา หลายๆคนคงวิ่งตรงสู่น้ำทะเลโดยทั้งที ราวกับว่าร่างกายขาดความเค็มมานาน จนลืมไปว่าเวลาที่มาถึงนั้น แดดพร้อมที่จะปรุงเราให้สุกได้เลยทีเดียว เราควรเลือกช่วงเวลาแดดอ่อนๆ เช่นตอนเย็น หรือไม่ก็เช้าอีกวันไปเลย รับประกันว่าป้องกันได้เกินครึ่งแน่นอน

4.โลชั่น คืนความสุขให้ผิวอีกครั้ง
หลังจากที่เราออกศึกรบกับแดดมาเป็นเวลานาน ก็คงต้องมีสูญเสียเซลล์ผิวเราให้แดดบ้าง แต่เราสามารถนำมันกลับคืนมาได้ด้วยโลชั่น เพราะโลชั่นจะทำให้ผิวเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้เร็วกว่าปกติ ใครที่เสียไปเยอะก็ไม่ต้องหงุดหงิด ทาโลชั่นเดี๋ยวก็กลับมาได้นะ

5.อาวุธลับ
เมื่อผิวของเราเสียไปให้กับแดดเยอะมาก เราคงต้องใช้อาวุธในการคืนสภาพผิวเราเสียแล้ว นั้นก็คือ มะขามพะเยา น้ำผึ้ง แป้งทานาคา ผสมกันนำมาขัดผิว ขัดจนส่วนผสมหยาบขึ้น นั้นคือผิวที่ไปเผชิญหลุดออกมาแล้ว ซึ่งจะทำให้ผิวเรากลับมาได้ดียิ่งขึ้น

 

วิธีป้องกันไมเกรนกำเริบหน้าร้อน

คนที่เป็นไมเกรนมักมีอาการเตือนล่วงหน้า เช่น เหนื่อย อ่อนเพลีย หาวบ่อย ตาพร่ามัว แสบตา เห็นภาพซ้อนหรือเห็นแสงจ้าเป็นจุด หรือเส้นซิกแซกในตา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดอาจเป็นอยู่ประมาณ 10-30 นาที ก่อนจะปวดศีรษะหรือมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้และอาเจียนตามมา ไมเกรนมักเป็นๆ หายๆ ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า สาเหตุ ของการเกิดมายเกรนยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่สังเกตได้ว่าสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ และเกิดจากระบบการทำงานของหลอดเลือดในสมองผิดปกติ

          ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นอาการไมเกรนให้กำเริบหรือเป็นถี่ขึ้นคือ ความเครียด สภาวะฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด การรับประทานอาหาร เช่น ช็อกโกแลต ซึ่งมีสารประกอบทางไนโตรเจน ที่มีผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือด ทำให้อาการปวดหัวทวีความรุนแรง หรือแม้แต่อาหารที่มีผงชูรส ไส้กรอก ของดองและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

          นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น สถานที่ที่เสียงดัง มีแสงสะท้อนจ้า และสุดท้ายการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและสภาพอากาศ อย่างเช่นหน้าร้อนเดือนเมษายนบ้านเรา ซึ่งมีแนวโน้มว่าปีนี้จะร้อนมาก ผู้ที่เป็นไมเกรนเป็นประจำอาจหลีกเลี่ยงสภาวะกระตุ้นการกำเริบของโรค หรือป้องกันตนเองจากไมเกรนด้วยวิธีดังนี้

    * หลีกเลี่ยงสถานที่ที่ร้อนและแออัด โดยเฉพาะงานนิทรรศการต่างๆ ที่ผู้คนหนาแน่น อากาศหายใจไม่เพียงพอ ทำให้วิงเวียนศีรษะได้ง่าย หรือหลังจากการเผชิญกับอากาศร้อนภายนอก และเดินเข้าภายในอาคารที่อากาศเย็นทันที อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวแปลบขึ้นมา ในกรณีที่ต้องขับรถในช่วงแดดส่องจัด ควรสวมแว่นตากันแดด ป้องกันแสงสะท้อนเข้าตา และหากรู้สึกว่าไมเกรนกำลังคุกคาม รีบหาที่นั่งพักหลับตาสักครู่ ใช้ผ้าเย็นประคบหน้าผากหรือต้นคอ จะบรรเทาอาการได้

    * รับประทานอาหารครบทุกมื้อ โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้าซึ่งร่างกายต้องการมากที่สุด หลังจากท้องว่างเป็นระยะเวลากว่า 7-8 ชั่วโมง หากปล่อยให้ท้องว่าง น้ำตาลในเลือดจะลดต่ำลง อาจทำให้อาการไมเกรนกำเริบได้

    * นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ใช้เวลาหยุดสุดสัปดาห์ในการพักผ่อนอย่างเต็มที่ หรือประยุกต์ท่าโยคะที่เรียกว่า ท่าศพ เพื่อการผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ เริ่มจากการปิดไฟในห้องให้มืดและเงียบสนิท นอนหงายบนฟูกหรือพื้นราบ หงายมือวางข้างลำตัว หายใจเข้าและออกลึกๆ อย่างสม่ำเสมอ หากทำได้ 10 นาที ร่างกายจะรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น

    * ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ ช่วยให้อาการปวดไมเกรนดีขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ช่วยบรรเทาความเครียดและปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ทั้งนี้หากมีอาการไมเกรนอยู่ก่อนก็ไม่ควรออกกำลังกาย เพราะจะยิ่งทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น

ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today

เคล็ดลับหน้าใสด้วยว่านหางจระเข้

 

สมุนไพรไทยมีหลายชนิดที่มีคุณสมบัติที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวหน้าสดใส เปล่งปลั่ง ขาวเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง “ว่านหางจระเข้” เองก็เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีคุณสมบัติดังกล่าวอยู่อย่างครบถ้วน แต่มักที่จะถูกคุณสาวๆหลายๆคนมองข้าม หรือเกิดความกลัวไม่กล้าที่จะนำมาใช้กับผิวหน้า เพราะไม่รู้ว่าควรที่จะนำมาใช้อย่างไรจึงจะถูกวิธี? อันตรายกับผิวหน้าหรือเปล่า? ได้ผลมากน้อยเพียงใด?   

สำหรับในวันนี้เลยจะขอพาคุณสาวๆที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ไปเจาะลึกถึงเจ้าสมุนไพรชนิดนี้กัน ว่าทำไมคุณสาวๆ คนอื่นๆ ที่ได้ทดลองใช้ จึงได้มีการแชร์ผลตอบรับที่ดีเยี่ยมถึงประสิทธิภาพของเจ้าว่านหางจระเข้ ในการบำรุงผิวหน้าให้ใสกันอย่างแพร่หลายบนโลกไซเบอร์

 

 

 

 

 

ว่านหางจระเข้ช่วยทำให้หน้าใสได้อย่างไร?

 


 

ว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติช่วยทำให้กระบวนการเมตะโบลิซึมของร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายสารพิษของเชื้อโรค กระตุ้นให้เนื้อเยื่อของผิวหนังที่ชำรุดเกิดการสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ ทำให้ริ้วรอย รอยด่างดำ รอยแผลเป็น รวมไปถึงหลุมสิวบนใบหน้าตื้นขึ้นและหายรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช่วยทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสมากขึ้น

นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ ยังช่วยรักษาผิวหน้าที่ถูกแดดเผาไหม้จนเกรียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากนำว่านหางจระเข้ผสมเข้ากับโลชั่นแล้วทาลงบนผิวก็ยังมีคุณสมบัติในการ ป้องกันผิวไม่ให้ถูกแสงแดดเผาได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย


© Developed by CommerceLab